วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เทคนิคการการถ่ายภาพพลุ

เทคนิคการการถ่ายภาพพลุ


เทคนิคการถ่ายภาพพลุนั้น ไม่ว่าใช้กล้องอะไรก็เหมือนๆ กัน จะมีที่ต่างกันบ้างก็เพียงลักษณะการทำงานของตัวกล้องเอง กล้องดิจิทัลจะมีข้อจำกัดมากกว่ากล้องที่ใช้ฟิล์มในบางประการ อันได้แก่ ตัวเลขเอฟที่แคบที่สุดจะน้อยกว่า เช่นอาจมีแค่ f/8 หรือ f/11 เท่านั้นขณะที่กล้องใช้ฟิล์มส่วนใหญ่จะอยู่ที่ f/16 หรือ f/22 อีกประการหนึ่งคือกล้องดิจิทัลระดับคอนซูมเมอร์ (consumer) หรือ โปร

ซูมเมอร์(prosumer)ส่วนใหญ่มักจะไม่มีความเร็วชัตเตอร์ B มาให้ ดังนั้นการถ่ายภาพพลุให้ได้ดีค่อนข้างยากกว่าพอสมควร

หลักการถ่ายภาพพลุ

การถ่ายภาพพลุก็มีหลักเหมือนการถ่ายภาพทั่วไปคือ ตัวรับแสงควรได้รับแสงในปริมาณที่พอเพียง แต่เนื่องจากพลุมักจุดในเวลาค่ำคืนดังนั้น ความเร็วชัตเตอร์จึงมีความสำคัญน้อยมาก สิ่งที่ควบคุมความสว่างหรือมืดของภาพอยู่ที่เอฟนัมเบอร์เป็นหลัก ระยะเวลาในการเปิดปิดชัตเตอร์นั้นมีผลต่อจำนวนพลุที่จะปรากฏในภาพ หากใช้เวลาน้อยๆ ก็ได้จำนวนน้อย หากใช้เวลานานก็ได้จำนวนมาก อย่างไรก็ดีถ้านานเกินไป ภาพพลุก็จะซ้อนกันจนเกิดเป็นภาพ over ได้ และเนื่องจากต้องถ่ายภาพในเวลากลางคืนขาตั้งกล้องมีความสำคัญเป็นอย่างมาก กล้องควรยึดอยู่บนขาตั้งกล้องที่มีความแข็งแรงเพียงพอ

การเลือกเอฟนัมเบอร์

เอฟนัมเบอร์ที่เหมาะสมขึ้นกับปัจจัยหลายประการคือ

1. ความสว่างของพลุ พลุแต่ละลูกมีความสว่างแตกต่างกัน พลุที่สว่างมากก็ต้องเปิดหน้ากล้องให้แคบกว่าพลุที่สว่างน้อย อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติจริงเป็นไปได้น้อยมาก เพราะเราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าพลุลูกไหนจะสว่างมากหรือน้อย ทั้งนี้เราไม่ต้องกังวลมากนักกับความสว่างของพลุที่ต่างกัน เพราะพลุเป็นแต่แสงสี ที่เคลื่อนที่ ไม่มีโทน(tone) ไม่มีรายละเอียด ดังนั้นเพียงแต่เลือกเอฟนัมเบอร์ที่พอบันทึกภาพให้เห็นสีที่ไม่มืดหรือสว่างจนเป็นสีขาวก็ถือว่าเป็นภาพที่ดีแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระหว่าง f8-f16

2. ความไวแสงของ CCD หรือ ISO speed หากเราตั้งความไวแสงของกล้องให้มีค่ามากเช่น 200 หรือ 400 ก็จะทำให้ต้องใช้หน้ากล้องแคบลง แต่เนื่องจากจะมี noise เกิดขึ้นบนภาพ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงความไวแสงสูงๆ และควรตั้งค่าต่ำที่สุดที่กล้องมีให้ เช่นที่ 100 หรือ 50 เป็นต้น

3 ระยะทาง หากกล้องอยู่ห่างจากพลุมาก ก็ควรเปิดหน้ากล้องให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยใช้ inverse square law หรือ กฏผกผันกำลังสอง กล่าวคือหากระยะทางจากแหล่งกำเนิดแสงอยู่ห่างไปจากเดิมหนึ่งเท่า ปริมาณแสงจะลดลงสองเท่า นั่นคือหากเราถ่ายภาพพลุด้วยระยะห่าง 100 เมตรด้วย f/11 แต่ถ้าอยู่ห่างออกไป สองร้อยเมตร ควรใช้ f/8 การเลือกชัตเตอร์สปีด ควรใช้ชัตเตอร์ B แต่ถ้ากล้องที่ใช้ไม่มีให้ก็ควรใช้ความเร็ว ประมาณ 2-8 วินาที ขึ้นกับว่า ช่วงเวลานั้นๆ พลุถูกจุดด้วยความถี่มากหรือน้อย



เทคนิคการถ่ายภาพ

สำหรับกล้องที่มีชัตเตอร์ B ก็ควรพกกระดาษแข็งสีดำไปด้วย แล้วใช้เปิดปิดหน้ากล้องเพื่อเลือกบันทึกแสงจากพลุลูกใดลูกหนึ่งหรือหลายๆ ลูกไปในเฟรมเดียวกัน หากต้องการภาพพลุเพียงลูกใดลูกหนึ่ง ควรสังเกตจุดที่เป็นบริเวณที่วางพลุ หากเห็นแสงหรือควันไฟพุ่งออกมาแสดงว่า พลุได้ถูกจุดแล้ว ซึ่งเราต้องรีบดึงกระดาษดำออกเพื่อบันทึกภาพ พอหมดแสงพลุลูกนั้นก็ต้องรีบปิดกระดาษ หรือ ปิดชัตเตอร์ กรณีนี้ใช้ได้เฉพาะเมื่ออยู่ในทำเลที่ดีมากๆ และพลุไม่ถูกจุดพร้อมๆ กัน เท่านั้น

ภาพด้านล่่างนี้เป็นภาพที่ผมถ่ายงานแสดงพลุในประเทศญี่ปุ่น อันที่จริงแล้วภาพพลุอย่างเดียวเป็นภาพที่น่าสนใจน้อยกว่า ภาพพลุที่มีแสงจากอาคารบ้านเรือน ประกอบอยู่ในภาพด้วย ภาพแสงไฟจากตึกสวยๆ สะพานโค้ง และอื่นๆ จะทำให้ภาพดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้แล้วหลังพระอาทิตย์ตกดินไม่นานนัก ท้องฟ้ายังมีแสง สนธยาลางๆ ให้เห็นก็จะยิ่งสร้างบรรยากาศให้น่าดู น่าชม



ข้อมูลจาก : fotofile.net



วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การจัดองค์ประกอบภาพเบื้องต้น

การจัดองค์ประกอบภาพเบื้องต้น
การถ่ายภาพนั้นไม่ใช่เพียงแค่การยกกล้องมากดถ่ายภาพเท่านั้น แต่มันยังมีเรื่องราวของศิลปะแฝงอยู่ภายในมากมายซึ่งแน่นอนอันดับแรกเราต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมกล้อง ควบคุมแสงสีต่างๆ ตลอดจนรวมไปถึงความไวชัตเตอร์และรูรับแสง แต่เพียงเท่านั้นยังไม่เพียงพอที่จะสร้างภาพถ่ายที่สวยงามได้ การควบคุมกล้องให้ได้อย่างใจนั้นเป็นเรื่องพื้นฐานที่ต้องเรียนรู้เป็นอันดับแรกและเมื่อเรามีความชำนาญที่มากพอแล้วนั้น ก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมซึ่งไม่ว่าเราจะใช้กล้องแบบใดก็ตามจะเป็น Cybershot หรือว่า Alpha สิ่งนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่นำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้ตลอด สิ่งที่เรากำลังพูดถึงนั้นก็คือ “การจัดองค์ประกอบภาพ”


กฎสามส่วน
กฎนี้เป็นกฎง่ายๆของการจัดองค์ประกอบภาพสำหรบการถ่ายภาพ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วในการถ่ายภาพทิวทัศน์นั้นเรามักชอบที่จะวางเส้นขอบฟ้าเอาไว้ตรงกลางภาพ แต่ในความเป็นจริงแล้วเรามีวิธีที่จะวางเส้นขอบฟ้าไว้ที่อื่นเพื่อที่จะทำให้ภาพนั้นน่าสนใจมากขึ้นได้ ซึ่งโดยหลักการแล้วนั้นให้เราทำการแบ่งพื้นที่ในภาพออกเป็นสามส่วน บน กลาง และด้านล่าง จากนั้นให้วางเส้นขอบฟ้าค่อนไปทางด้านบนหรือด้านล่างก็ได้ ให้ท้องฟ้ากินพื้นที่ 1 หรือ 2 ส่วนก็ได้แล้วแต่สถานะการณ์ ซึ่งเราจะได้ภาพลักษณะที่เป็นดินสองส่วนฟ้าหนึ่งส่วน หรือฟ้าสองส่วนดินหนึ่งส่วนก็ได้ ซึ่งจะทำให้ได้ภาพที่น่าสนใจกว่าการแบ่งภาพแบบครึ่งๆ



กฏสามส่วน

จุดตัด 9 ช่อง
สำหรับภาพที่มีจุดสนใจในภาพนั้น โดยปกติแล้วเรามักจะวางจุดสนใจกันเอาไว้กลางภาพ ซึ่งในหลายๆครั้งจุดสนใจนั้นจะถูกลดความน่าสนใจลงไปเนื่องจากโดยส่วนอื่นๆบริเวณรอบข้างดึงความสนใจไป เราสามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยการใช้กฎที่เรียกว่า “จุดตัด 9 ช่อง” โดยให้ทำการแบ่งภาพทั้งหมดเป็น 9 ช่อง แล้วเลือกวางจุดสนใจในบริเวณที่เป็นจุดที่เส้นแบ่งนั้นตัดกันซึงจะมีทั้งหมด 4 จุดด้วยกัน การวางจุดสนใจในภาพไว้ในลักษณะนี้นั้นจะทำให้จุดสนใจในภาพนั้นน่าสนใจมากยิ่งขึ้นและเด่นชัดมากยิ่งขึ้นดังภาพด้านล่าง







เส้นนำสายตา
ในบางครั้งการวางจุดสนใจในภาพอาจไม่ได้วางตามจุดตัด 9 ช่องก็ได้ แต่เราจะมีวิธีอื่นที่สร้างให้จุดนั้นๆกลายเป็นจุดสนใจในภาพได้โดยการ ใช้เส้นนำสายตาซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อมนุษย์เราเห็นเส้นอะไรสักอย่างมักจะมองตามไปเสมอ และการมองตามเส้นนั้นๆไปจะดึงให้สายตาของผู้มองนั้นมองตามไปจนเจอกับจุดสนใจในภาพที่เราวางไว้ เส้นนำสายตานั้นจะเป็นอะไรก็ได้ในภาพที่มีลักษณะเป็นเส้น เช่น ถนน ขอบรั้ว หรืออะไรก็ได้ไม่จำกัดขอให้มีลักษณะเป็นเส้น และให้เส้นเหล่านั้นชี้ไปยังจุดสนใจที่เราได้ทำการวางเอาไว้ จะทำให้จุดสนใจในภาพที่เราวางเอาไว้เด่นขึ้นมาในทันที


การเหลือพื้นที่
ในหลายๆครั้งนั้นเราจะพบปัญหาเกี่ยวกับพื้นทีส่วนอื่นๆในภาพว่าเราควรจะเหลือส่วนไหนอย่างไรดี หลักการนี้ก็เป็นหลักการง่ายๆโดยให้เราทำการเหลือพื้นที่ด้านเดียวกับจุดสนใจในภาพเพื่อให้คนดูภาพไม่รู้สึกอึดอัด เช่นถ้าหากหน้าคน รถ หรือว่าอะไรก็ตามหันไปทางไหนให้เราเหลือพื้นที่บริเวณนั้นเอาไว้ เพื่อให้ผู้ชมภาพไม่รู้สึกอึดอัดและยังเหลือที่ว่างให้คิดหรือจินตนาการต่อได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป หลักการนี้เป็นหลักการง่ายๆที่ทำให้ผู้ชมภาพไม่รู้สึกอึดอัด แต่ถ้าหากภาพนั้นต้องการสื่อถึงอารมณ์ให้รู้สึกอึดอัดก็ไม่จำเป็นต้องเหลือพื้นที่ก็ได้ แล้วแต่ว่าเราต้องการบอกอะไรคนดู





ใส่กรอบให้กับภาพ
หลักการนี้เป็นหลักการสร้างจุดสนใจให้กับภาพอีกอย่างหนึ่ง โดยให้เราหารอบประตูหน้าต่าง หรืออะไรก็ได้ที่มีลักษณะเป็นกรอบอาจจะสองด้านหรือว่าสี่ด้านก็ได้ แล้วจากนั้นก็นำจุดสนใจในภาพไปใส่ไว้ในกรอบนั้นๆ ผู้ชมภาพจะถูกบีบด้วยกรอบที่ซ้อนอยู่ในภาพให้มองไปยังจุดสนใจที่เราวางเอาไว้ ซึ่งจะเป็นการทำให้ภาพดูน่าสนใจมากขึ้นอีกทางหนึ่งได้



ทุกๆอย่างที่กล่าวไปนั้นเป็นแนวทางเบื้องต้นในการสร้างสรรค์ภาพถ่ายให้น่าสนใจมากขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องทำตามเสมอไปก็ได้ ถ่ายในสิ่งที่คุณอยากถ่ายเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่คุณอยากบอกขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการบอกเล่าอะไร แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเจอปัญหาว่าจะถ่ายอย่างไรดีจะจัดองค์ประกอบภาพอย่างไรดี พวกกฎเกณฑ์ของการถ่ายภาพเบื้องต้นเหล่านี้จะช่วยคุณได้ส่วนหนึ่งในการเป็นแนวทางของการถ่ายภาพ แต่เหนืออื่นใดการถ่ายภาพนั้นขึ้นอยู่กับ “มุมมอง” ของคุณว่าคุณมองเห็นอะไรและอยากบอกเล่าอะไร ขอให้มีความสุขกับการถ่ายภาพครับ




- ขอบคุณที่มา http://my.sony.co.th

วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เทคนิคการวัดแสงในงานรับปริญญาสำหรับมือใหม่


เข้าฤดูรับปริญญากันแล้ว...เพื่อนๆหลายคนคงรับงานกันรวยเลยงานนี้ แต่หลายคนที่เพิ่งเริ่มถ่ายงานสองงานแรกคงอยากได้เทคนิคอะไรเล็กๆน้อยๆไว้ใช้ตอนถ่ายบ้าง วันนี้ก็เลยเอาเรื่องวัดแสงในงานรับปริญญามานำเหนอกันคร๊าบบบบบบบบ

เรื่องวัดแสงนี้เป็นเรื่องที่ยาววววววววและเขียนอธิบายนานนนนนนนนนเรื่องนึงเลย...แต่วันนี้จะเป็นเทคนิคเล็กๆน้อยๆที่ง่ายแต่ได้ผลดีทีเดียว จึงไม่ได้อธิบายลงลึกและลงรายละเอียดมากนักนะครับ

ก่อนอื่นผมคงต้องเกริ่นเรื่องวัดแสงกันเล็กน้อย...มีสิ่งที่เราต้องรู้ก่อนจะวัดแสงอยู่ 2 ข้อหลักๆครับ
1. ขนาดของพื้นที่ที่เราจะวัดแสง
2. สีหรือลักษณะของพื้นที่ที่เราจะวัดแสง

ใครที่ลองเล่นระบบวัดแสงในกล้องบ้างแล้วคงจะคุ้นกับเครื่องหมายข้างล่างนี้นะครับ...ไม่คุ้น + ไม่เคยเห็น ลองเปิดคู่มือด่วนๆจ้า





เครื่องหมายต่างๆนี่หมายถึงพื้นที่ที่เราจะวัดแสงนั่นเองคร๊าบบบบบบบบ...ลองไปหาอ่านเพิ่มได้นะครับ
ส่วนเรื่องการชดเชยแสง (Exposure Compensation) เป็นเรื่องสีหรือลักษณะของพื้นที่ที่เราจะวัดนั่นเองครับ...หาอ่านเพิ่มเติมได้เช่นกันครับ

เอาหล่ะ...เกริ่นมาพอเป็นกระสัยแล้ว แต่ถ้าใครยังไม่มีเวลาหาอ่านเพิ่มเติมก็ไม่ต้องตกใจไปครับ... เพราะเทคนิคต่อไปนี้ลองเอาไปเล่นก่อนแล้วค่อยศึกษาเพิ่มเติมทีหลังก็ได้จ้า เริ่มเลยนะคร๊าบบบบบบบบ

สิ่งแรกที่ผมเริ่มทำก่อนถ่ายก็คือวัดแสงเพื่อใช้เป็นค่าอ้างอิงสำหรับวันนั้นๆครับ...ฟังดูงงพิลึกเลยว่ามั๊ย -*-
ไม่ยากครับทำตามง่ายๆตามขั้นตอนต่อไปนี้ได้เลยครับ


1. เลือกระบบวัดแสงเป็นแบบ ?เฉพาะจุด? หรือ ?เฉพาะส่วน? ก็ได้ครับ...เพราะผมจะวัดที่แก้มน้องบัณทิตเป็นหลัก...พื้นที่เล็กจิ๊ดเดียวเองจริงป่าว...ผมก็เลยเลือกระบบวัดแสงแบบนี้แหละครับ
ถ้าเลือกพื้นที่แบบอื่นๆเวลาวัดแสงอาจจะไปโดนตาโดนผมโดนคิว...เดี๋ยวจะงงกันใหญ่

2. เลือกโหมดถ่ายภาพเป็น M ครับ (ผมชินกับโหมดนี้เลยขอใช้โหมดนี้ละกันนะครับ...ใครชินกับโหมดอื่นลองไปประยุกต์ดูนะ)

3. คราวนี้เดินเข้าไปใกล้หน้าน้องเลยครับ แต่อย่าใกล้จนโดนน้องตบหรือเตะออกมานะ...และที่สำคัญอย่าเดินไปบังแสงด้วยหล่ะ คราวนี้วัดแสงที่แก้มน้องเลยครับ โดยเอาจุดตรงกลางไปไว้ที่แก้มน้องได้เลย (สำหรับ Canon นะ แต่ Nikon ถ้าเข้าใจไม่ผิดจะเป็นจุดที่เราเลือกโฟกัสครับ...ลองเช็คดูอีกทีนะครับ) แล้วปรับรูรับแสง ความไวชัตเตอร์ หรือ ISO จนค่าชดเชยแสง (ที่เป็น ? 0 + นั่นแหละครับ) ไปที่ +1 (ปกติคนไทยเราทั่วไปมักจะเป็น +1 ครับ...เลยเริ่มจากค่านี้ก่อน)
สมมติว่าผมจะวัดแสงโดนอ้างอิงกับรูปนี้นะ...





ผมก็เดินเข้าไปใกล้ๆจนเห็นแต่แก้มเลยก็ได้ครับ...ตอนนี้ในกรอบเราจะเป็นแบบสี่เหลี่ยมเล็กๆนั่นแหละครับ
ส่วนจุดสีแดงคือพื้นที่ที่กล้องจะเอาไปคำนวณในการวัดแสงนั่นเองครับ
เราก็ปรับรูรับแสง ความไวชัตเตอร์ หรือ ISO จน ค่าชดเชยแสงมาอยู่ที่ +1






4. คราวนี้ลองถ่ายดูได้เลยครับ...แล้วมาดูผลกัน
ลองถ่ายหลายรอบก็ได้นะเพื่อความชัวร์
ถ้าโชคดีภาพออกมาสวยก็จำไว้ได้เลยครับว่า ?แก้มน้อง +1?
แต่ถ้าดูแล้วมืดหรือสว่างไปก็ลองปรับรูรับแสง ความไวชัตเตอร์ หรือ ISO ใหม่ครับ เพิ่มๆลดๆทีละกริ๊กแล้วถ่ายดู...จนได้ภาพที่สว่างพอดี (บางคนผิวเข้มหน่อยก็อาจจะชดเชยแสงไม่ถึง +1 หรือ ใครผิวขาวหน่อยก็ชดเชยเกือบ +2 ก็มีนะ)...จากนั้นเอากล้องไปใกล้หน้าน้องอีกรอบครับ...แล้วอ่านดูซิว่าค่าชดเชยแสงเป็นเท่าไหร่แล้ว...จากนั้นก็จำค่าที่ได้ไว้ครับ

ค่าชดเชยแสงที่แก้มนี่แหละที่จะเป็นพระเอกของเราทั้งวันเลยครับ


สำหรับเทคนิคที่จะบอกเล่ากันวันนี้มีสองเทคนิคนะครับ

1. เทคนิคสำหรับสภาพแสงที่เปลี่ยนแปลงบ่อย...เช่นอะไรบ้าง???...ก็เช่นไปถ่ายกลางแจ้ง อยู่ๆก็แดดจ้า...อีกแป๊บก็มีเมฆมาบังซะงั้น...หรือ เดี๋ยวถ่ายกลางแจ้ง...เดี๋ยวก็เดินเข้าที่ร่ม...คงพอนึกภาพกันออกนะครับ

2. เทคนิคสำหรับสภาพแสงที่ไม่เปลี่ยนแปลงเท่าไหร่...เช่น วันนี้เมฆครึ้มตลอดเลย...หรือ วันนี้แดดจ้าตลอดเลย...หรือ ไปปักหลักถ่ายในห้องที่แสงมาจากหลอดไฟ ไม่ได้มาจากแสงดวงอาทิตย์ (แบบเดียวกับลักษณะในห้องเลี้ยงงานแต่งงานนั่นแหละครับ) เป็นต้น ครับ
ถ้าแสงเปลี่ยนแปลงบ่อย ผมจะใช้โหมดถ่ายภาพ P, AV หรือ TV ครับ






สมมติถ้า ?แก้มน้อง +1? เราก็ปรับชดเชยแสงไป +1 ไว้ได้เลยครับ





ก่อนถ่ายทุกรูปก็เดินเข้าไปใกล้แก้มน้องหรือซูมไปที่แก้มน้องก็ได้ครับ แล้วล็อคค่าแสงได้เลย (ของ Canon จะกด * ครับ...ส่วน Nikon นี่ลองหาอ่านในคู่มือดูน๊าคร๊าบบบบบบ)





ล็อคค่าแสงเสร็จปุ๊บก็จัดองค์ประกอบภาพอะไรให้เรียบร้อย...จะซูมออก เดินออกมา ยังไงก็ได้ครับ
แต่ต้องห้ามเปลี่ยนทิศนะครับ...อันนี้สำคัญมากกกกกกกก ไม่ใช่ว่าวัดแสงข้างหน้า แล้วเปลี่ยนใจเดินไปทางด้านข้างหลังน้องแล้วถ่ายซะงั้น...ถ้าเปลี่ยนทิศแบบนี้ต้องล็อคค่าแสงใหม่นะคร๊าบ
จากนั้นก็ถ่ายได้เลยคร๊าบ...จบเทคนิคแรก

ถ้าแสงไม่เปลี่ยนแปลง ผมจะใช้โหมดถ่ายภาพแบบ M ครับ




สมมติว่าถ้า ?แก้มน้อง +1? ก่อนถ่ายเราก็เข้าไปใกล้ๆแก้มน้องแบบเดิมแล้วก็ปรับรูรับแสง ความไวชัตเตอร์ หรือISO จนได้ค่าชดเชยแสงเป็น +1 นะครับ





จากนั้นก็ถ่ายได้เลยครับ...ถ่ายได้เรื่อยๆโดยไม่ต้องปรับค่าอะไรใหม่เลย จนกว่าเราจะเปลี่ยนมุมหรือเปลี่ยนทิศในการถ่าย...ถ้าเปลี่ยนมุมหรือเปลี่ยนทิศก็ไม่ยากครับ ก็ทำแบบเดิมอีก...
ถ้าถ่ายทิศเดิมก็ไม่ต้องทำอะไรอีก...ถ่ายไปจนเปลี่ยนมุม

วิธีนี้จะสะดวกที่เราไม่ต้องล็อคค่าแสงนี่แหละครับ...จบแล้วคร๊าบบบบบบบบบ
เทคนิคนี้น่าจะเอาไปประยุกต์ใช้ได้ดีนะครับสำหรับมือใหม่...และคงได้ภาพที่แสงถูกใจขึ้นนะครับ
รอดูรูปนะคร๊าบบบบบบบบบบบ



เรื่อง/ภาพ FotieR
COPYRIGHT2009 BY KLONGDIGITAL.COM

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การจัดแสงสำหรับการถ่ายภาพ

เทคนิคในการจัดแสงสำหรับการถ่ายภาพจะมี 3 ทิศทาง คือ แสงด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง

แสงด้านหลัง
โดยทั่วไปแล้วคนส่วนใหญ่จะไม่นิยม ถ่ายภาพย้อนแสง เพราะกลัวแสงเข้ากล้อง หน้าดำ หรือหน้ามืด จริง ๆ แล้ว การถ่ายภาพย้อนแสง จัดว่าเป็นารถ่ายภาพที่สวยงามมีมิติมากที่สุด เพราะสามารถจะเห็นรูปร่าง ของแบบ โดยเฉพาะการถ่ายภาพของบุคคลจะมีความสำคัญมาก เพราะสามารถให้เห็น ลิมพ์ไลฟ์ของเส้นผม ซึ่งทำให้ภาพดูนิ่มนวล ส่วนการแก้ปัญหาความเข้มหรือความมืดที่ใชหน้า ด้วยการใช้รีแฟกซ์ สะท้อนแสง ลบเงา หรือตบแฟชศ์อ่อน ๆ
แสงด้านข้าง
จัดว่าเป็นหัวใจรอง ในการสร้างภาพที่สวยงามการใช้แสงด้านข้าง ส่วนมากจะเป็นการเน้น จุดใดจุดหนึ่งหรือเพียงด้านเดียว การใช้แสงด้านข้าง ยังสามารถบอกมิติสัดส่วนของรูปร่างได้ แสงด้านข้างที่นิยมใช้ในการบันทึกภาพ ส่วนใหญ่จะเป็นภาพบุคคล ในการถ่ายแบบ หรือการถ่ายสถาปัตยกรรมก็ได้
แสงด้านหน้า
สำหรับผู้ที่ถ่ายภาพแบบมืออาชีพ หรือผู้ที่มีความเข้าใจในการสร้างภาพสวย จะไม่นิยมถ่ายบันทึกภาพกัน เพราะจะทำให้ภาพดูแบน ไร้มิติ สีสันในองค์ประกอบจะจืด เพราะโดนความจ้าของแสงด้านหน้า บดบังทำให้สีหรือใบหน้า ดูจืดชืดไม่สะดุดตา
ดังนั้น การจัดทิศทางแสงในการถ่ายภาพ จึงมีความสำคัญไม่น้อย และจะขาดเสียไม่ได้ แสงในการถ่ายภาพเราะจนิยมถ่ายในช่วงเวลา เช้า หรือแดดอ่อน ๆ ที่ดวงอาทิตย์ทำมุมประมาณ 30 - 40 องศา นั่นคือ พื้นฐานในการนำทิศทางแสงมาช่วยปรุงแต่ง เพิ่มเติมความสวยงามในภาพ เป็นเรื่องที่สำคัญอีกขั้นหนึ่ง

วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553

7 เทคนิคง่ายๆของการถ่ายภาพบุคคล


7 เทคนิคง่ายๆของการถ่ายภาพบุคคล

โฟกัสที่ตา
หลักการสำคัญข้อแรกของการถายภาพบุคคลคือการโฟกัสที่ดวงตา เนื่องจากดวงตานั้นเป็นส่วนสำคัญที่สุดในภาพเนื่องจากเป็นสิ่งที่บ่งบอกและแสดงถึงอารมณ์ของภาพ ถ้าหากว่าเราไม่ได้โฟกัสที่ดวงตาและทำให้ตาไม่ชัดนั้นตัวแบบที่เราถ่ายจะดูเหมือนคนสุขภาพไม่ดีดูเหมือนคนป่วยทำให้ภาพขาดความน่าสนใจไปในทันที เหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการถ่ายภาพบุคคลนั้นเรามักจะใช้รูรับแสงที่กว้างซึ่งจะทำให้มีระยะชัดลึกที่น้อย ถึงแม้ว่าเราจะทำการโฟกัสที่ใบหน้าแล้วก็ตามแต่หลายครั้งเอาอาจพบกรณีที่จมูกชัดแต่ดวงตาไม่ชัดหรือบางครั้งเป็นแก้มหรือว่าใบหูชัดแต่ดวงตาไม่ชัดก็มี การโฟกัสที่ดวงตาให้ชัดนั้นบางครั้งบริเวณไหล่หรือว่าใบหูไม่ชัดก็จะยังสามารถเป็นภาพที่ดีได้ ดวงตานั้นเป็นหน้าต่างของหัวใจการโฟกัสดวงตาให้ชัดจึงสำคัญเป็นประการแรก



อย่าตัดบริเวณข้อต่อ
หลักการสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการจัดองค์ประกอบภาพนั้นอย่าตัดกรอบภาพบริเวณข้อต่อ ซึ่งจะได้แก่ คอ ข้อศอก ข้อมือ เอว หัวเข่า ข้อเท้า เนื่องจากจะทำให้อารมณ์ภาพนั้นดูไม่ดี ความรู้สึกของคนดูภาพจะรู้สึกเหมือนว่าตัวแบบของเรานั้นแขนหรือขาขาดได้ การตัดกรอบภาพบริเวณแขนขาหรือลำตัวนั้นทำได้เพียงแต่เราต้องไม่ตัดบริเวณข้อต่อเท่านั้นเอง เนื่องจากข้อต่อต่างๆเป็นจุดเชื่อมต่อของร่างกายอยู่แล้ว การตัดบริเวณข้อต่อนั้นจะเป็นการเน้นย้ำความรู้สึกคนดูภาพว่าอวัยวะส่วนนั้นอาจขาดหายไปได้มากจนเกินไป การระวังไม่ตัดบริเวณข้อต่อจะทำให้ได้ภาพที่ดีกว่า



สื่อสารกับตัวแบบของคุณให้ชัดเจน
เพราะว่าการถ่ายภาพ Portrait นั้นช่างภาพไม่ได้ทำงานคนเดียวเหมือนกับการถ่ายภาพแนวอื่นเช่นการถ่ายภาพทิวทัศน์ การถ่ายภาพบุคคลนั้นจึงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ถ่ายและตัวแบบ ซึ่งต้องมีการสื่อสารพูดคุยกันว่าอย่างได้อารมณ์และท่าทางแบบไหน ศิลปะในการสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญประการแรกเลย คืออย่าทำให้ตัวแบบเรามีความเครียดอย่างเด็ดขาด เพราะว่าจะทำให้ไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ที่เป็นธรรมชาติออกมาได้ พยายามบอกเล่าและสื่อสารกันให้เข้าใจให้ได้ ว่าท่านต้องการอารมณ์และท่าทางแบบไหน เมื่อสามารถสื่อสารได้ตรงกันแล้วเชื่อแน่นอนได้ว่า คุณจะได้อารมณ์ของภาพแบบที่คุณต้องการได้ไม่ยากนัก



ปล่อยให้เขาเป็นในแบบที่เขาเป็น
ในการถ่ายภาพบุคคลบางอย่างเช่นภาพแนววิถีชีวิต แนวสารคดีหรือว่าแนวอื่นๆก็ตาม บางครั้งเราต้องถ่ายภาพเพื่อสื่อความเป็นตัวตนของคนๆนั้นออกมา มากกว่าการที่จะให้คนๆนั้นทำตาม Concept ที่เราวางเอาไว้ ซึ่งภาพแนวนี้เราต้องมองให้เห็นและดึงความเป็นตัวตนของเขาออกมา โดยปล่อยให้เขาเป็นในแบบที่เขาเป็น ซึ่งสำหรับภาพแนววิถีชีวิตหรือแนวสารคดีนั้น การเดินเข้าไปถ่ายตรงๆนั้นค่อนข้างจะเสียมารยาทและทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้บ่อย การที่คนมีกล้องมีสิทธิ์ที่จะถ่ายภาพนั้นคนถูกถ่ายก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ให้ถ่ายได้พอๆกัน เราควรที่จะเข้าไปพบปะพูดคุยกันเสียก่อนแสดงความเป็นมิตรกับผู้ที่เราจะถ่ายภาพเขา ถ้าหากว่าเราผูกมิตรกับเขาได้โอกาสที่จะได้ภาพสวยๆนั้นมีความเป็นไปได้สูงครับ บางครั้งเราอาจต้องพูดคุยไปถ่ายไปและคอยจับกริยาท่าทางของเขาและก็ค่อยๆถ่ายไป แน่นอนครับในหลายๆครั้งเราต้องรอจับจังหวะถ่ายเอาเอง เพราะการจะบอกให้เขาทำท่าตามที่เราต้องการนั้นบางครั้งจะทำให้เขาเกร็งได้ครับ อย่างภาพตัวอย่างนี้ผมถ่ายภาพ “แป๊ะหลี” ซึ่งเป็นพ่อค้าขายกาแฟคนดังแห่งตลาดคลองสวนครับ ก็ต้องอาศัยเข้าไปนั่งพูดคุยกันอยู่สักพักถึงจะได้รูปดีๆมาครับ





Window light
การควบคุมทิศทางแสงนั้นถือเป็นเทคนิคสำคัญอย่างหนึ่งของการถ่ายภาพบุคคลให้มีความแตกต่าง ในสถานะการณ์ต่างๆนั้นก็จะมีสภาพแสงที่แตกต่างกันไป ซึ่งเราต้องหาให้เจอว่าจะใช้งานแต่ละสภาพแสงนั้นๆอย่างไร หนึ่งเทคนิคที่สามารถใช้งานได้ง่ายคือการใช้งานแสงที่เข้ามาเพียงด้านเดียว ซึ่งจะเรียกว่า Window light เทคนิคนี้ใช้งานไม่ยากและสร้างความแตกต่างในภาพได้ดี เราสามารถใช้เทคนิคนี้ได้โดยการหาสถานที่ที่มีแสงเข้ามาด้านเดียว เช่นด้านข้างหน้าต่าง ประตู หรือว่าช่องกำแพงก็ได้ ขอให้เป็นสถานที่ๆสามารรถบีบให้แสงเข้ามาจากด้านเดียวได้ แล้วจัดให้แสงเข้ามาด้านข้างของตัวแบบ เท่านี้เราก็จะได้ภาพแสงที่แตกต่างจากปกติอยู่พอสมควรแล้วซึ่งเทคนิคนี้ไม่ยากจนเกินไปนัก อยู่ที่เราจะสามารถหาสภาพแสงในสถานที่นั้นๆได้หรือไม่ จากภาพตัวอย่างข้างล่างเป็นภาพที่ให้ตัวแบบยืนข้างๆช่องแสง เพื่อให้มีแสงเข้ามาทางด้านขวาของภาพเพียงด้านเดียว ทำให้ได้ภาพที่มีลักษณะแปลกตาและน่าค้นหามากขึ้น




ถ่ายภาพย้อนแสง
หลายครั้งเราอาจเคยได้ยินว่าการถ่ายภาพย้อนแสงนั้นจะให้ให้ตัวแบบหน้าดำและได้ภาพที่ไม่ดี แต่ในความเป็นจริงแล้วการถ่ายภาพบุคคลย้อนแสงนั้นมีสิ่งที่ซ่อนอยู่ โดยเราจะได้ประกายของเส้นผมเกิดขึ้นจากการถ่ายภาพย้อนแสง ซึ่งสิ่งที่เราเองทำการแก้ไขคือการทำไม่ให้ตัวแบบเรานั้นหน้าดำซึ่งวิธีแก้นั้นจะมีอยู่ 3 วิธีด้วยกันได้แก่

1. ใช้การวัดแสงแบบเฉพาะจุดวัดแสงที่บริเวณแก้มของตัวแบบ ( วิธีการนี้อาจทำให้ฉากหลังว่างเกินไป)
2. ใช้แฟลชช่วยเติมแสงบริเวณใบหน้า
3. ใช้ Reflex ในการเติมแสงบริเวณใบหน้า ( วิธีนี้จะให้แสงที่นุ่มและมีมิติมากกว่าการใช้แฟลชธรรมดา แต่ต้องมีคนช่วยถือให้)

จากสามวิธีการข้างต้นนั้นจะทำให้เราสามารถถ่ายภาพย้อนแสงโดยมีประกายที่เส้นผมได้ โดยที่ไม่ทำให้ตัวแบบของเราหน้าดำอีกต่อไป วิธีการนี้ไม่ยากและนำไปปรับใช้กับสถานะการณ์ต่างๆได้ไม่ยากครับ




การถ่ายภาพบุคคลร่วมกับทิวทัศน์
ในหลายๆครั้งที่เราต้องถ่ายภาพบุคคลร่วมกับฉากหลังโดยที่เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับทั้งสองอย่างเช่น การไปถ่ายรูปในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆหรือการถ่ายรูปกับสถานที่สำคัญ เรามักพบว่าโดยทั่วไปมักจะวางตัวแบบไว้ตรงกลางภาพซึ่งในหลายครั้งตัวแบบของเราจะไปบดบังภาพทิวทัศน์เบื้องหลัง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีวิธีง่ายๆที่จะทำให้ทั้งสองสิ่งอยู่ร่วมกันได้ ใน Tips&Trick ฉบับที่แล้ว เราพูดถึงการวางจุดสนใจในภาพซึ่งเราสามารถนำหลักการนั้นมาใช้งานร่วมกับการถ่ายภาพบุคคลได้เช่นกัน โดยให้เราทำการวางคนไว้ด้านซ้ายหรือด้านขวาภาพตามกฎของจุดตัด 9 ช่อง (ดูรายละเอียดจุดตัด 9 ช่องได้ใน Tips ฉบับก่อน) จะทำให้สามารถเก็บภาพของทิวทัศน์เบื้องหลังและภาพของตัวแบบเอาไว้ได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ อีกวิธีการหนึ่งก็คือถ้าหากว่าเราต้องการถ่ายร่วมกับตึกหรือสิ่งที่มีลักษณะเป็นทรงตั้ง ให้เราจัดองค์ประกอบภาพเหมือนกับเป็นการถ่ายภาพคู่ก็ได้โดยให้จินตนาการว่าสถานที่นั้นๆเป็นคนอีกคนหนึ่ง ดังรูปที่สองด้านล่างที่เป็นคนถ่ายคู่กับโดมของธรรมศาสตร์






ขอบคุณที่มา http://my.sony.co.th/